หลวงพ่อขำ อินทปญโญ

, 15 ธันวาคม 2554


หลวงพ่อขำ อินฺทปญฺโญ ท่านเป็นบุตร นายช้าง นางนิล เกิดประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๐๘ มีพี่ ๒ คน คือ นายมั่นและนายอิน ไม่มีบุตรแม้แต่คนเดียว ชีวิตของท่านตอนเป็นเด็กกำพร้าพ่อ แม่ของท่านได้แต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงเป็นคน



ไม่เอางาน แถมยังติดสุรามักจะพาลหาเรื่องท่านอยู่เสมอ อยู่มาวันหนึ่งได้มีการนวดข้าวที่ลาน พ่อเลี้ยงได้เมาสุราแล้วตี



แม่ท่าน แม่ท่านจึงได้ร้องให้ลูกช่วยท่านจึงใช้ไม้ขอฉาย(ไม้สำหรับคุ้ยเขี่ยฟาง) ฟาดลงบนศีรษะพ่อเลี้ยงหัวแตก นับแต่นั้นมาท่านจึงหันหน้าเข้าวัด เที่ยวเรียนไปหลายวัดแล้วจึงได้เดินทางไปเรียนแถวพิจิตร เมื่อถึงปีบวชก็ได้บวชที่วัดวังตะขบ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โดยมีหลวงพ่อเงินวัดตะขบเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาหาความรู้ใส่ตัวอย่างไม่ลดละหลายจังหวัดทางภาคกลาง วิชาความรู้ที่เรียนในสมัยนั้นก็มีหมอแผนโบราณ ไสยศาสตร์ ฯลฯ แล้วก็ธุดงค์ไปหลายแห่งโดยการนำของหลวงพ่อเงิน เช่น ไปนมัสการพระแท่นดงรัง จังหวัดเชียงใหม่ ไปจนถึงร่างกุ้งประเทศสหภาพพม่า ทำให้ท่านได้ความรู้ประสบการณ์ที่จะนำมาพัฒนาวัดโพธิ์เตี้ย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน เมื่อบวชได้ ๒ พรรษาจึงลาสิกขาบท เพื่อจะมีครอบครัว แต่ฝ่ายหญิงเห็นว่าท่านเป็นลูกกำพร้าไม่มีทรัพย์สมบัติ จึงไม่ได้แต่งงาน ต่อจากนั้นมา ท่านก็กลับเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัตร์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่สึก ออกมาหาความสุขทางโลกอีกต่อไป จึงมุมานะเอาดีทางสมณะเพศ และได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นการใหญ่เที่ยวเรียนตามวัดต่าง ๆ มีเกจิอาจารย์ร่วมรุ่นเดียวกัน เช่น หลวงพ่อมาก วัดบางแก้ว อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นท่านก็กลับมาบูรณะวัด สร้างพระอุโบสถ และสร้างพระวิหาร



เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๗๐ การสร้างพระอุโบสถในสมัยนั้น ประชาชนศรัทธามาก ถึงขนาดถอดต่างหู ขันโตก สายสร้อย ผ้าม่วงลงไปในหลุมนิมิต ต่อมาได้สร้างพระเจดีย์ ถึง ๓ องค์ องค์ทางขวามือของพระอุโบสถเป็นประธาน องค์กลางตอนบนเป็นเครื่องลายครามสังคโลก ตอนล่างข้างในมีพระปางห้ามญาติ และรูปปั้นหลวงพ่อขำ แต่ช่างสมัยนั้นทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร พระเจดีย์องค์ซ้ายมือเป็นที่เก็บพระเครื่องรางของขลัง (วัตถุมงคล) จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ พระเครื่องของท่านในพระเจดีย์มีพระงบน้ำอ้อย พระเจ้า ๕ พระองค์ พระเจ้าสิบชาติ เป็นรูป ๓ เหลี่ยม คล้ายพระนางพระยา เหรียญหล่อ หลวงพ่อขำพิมพ์หยดน้ำ เหรียญหล่อหลวงพ่อขำพิมพ์จอบเล็กทุ่งขาว พิมพ์ใหญ่ ทุ่งดำพิมพ์ใหญ่ ทุ่งดำพิมพ์เล็ก พิมพ์นาคปรก เหรียญหล่อหลวงพ่อขำพิมพ์ข้างอุ เท่าที่จดจำได้ จากนั้นก็ได้สร้างหอระฆัง รอยพระพุทธบาทจำลอง ศาลาการเปรียญ



ด้านการปฏิบัติธรรมท่านเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี คือ จะมีการปลงอาบัติในเวลาเช้าเบิกอรุณ หลังจากเปลื้องคลองผ้าไตรออก ก็จะแสดงอาบัติ ๑ ครั้ง หลังจากฉันเช้าเสร็จก็จะแสดงอาบัติอีก ๑ ครั้ง แล้วตอนเย็นก่อนสวดมนต์รวมสงฆ์ก็จะมีการแสดงอาบัติอีก ๑ ครั้ง รวม ๓ ครั้ง



ทุกวันในระหว่างเข้าพรรษา การแสดงอาบัติวันละครั้งคือหลังจากฉันเช้า การสวดมนต์สวดเวลาเช้า ๑ ครั้ง นอกจากนี้ ภายในวัดจะมีผลไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ ร่มรื่นน่าอยู่อาศัยและยังมีสัตว์เลี้ยง เช่น ม้า ไก่ กวาง แพะ นกยูง นกเขา นกขุนทอง เมื่อผู้คนเข้าวัดจะมีจิตใจแจ่มใส เหมือนหนึ่งเข้าไปในอุทยาน แต่ละปีมักจะมีงานประจำ มี ลิเก เพลงฉ่อย ฯลฯ ส่วนใหญ่ท่านไม่ได้ไปหานักแสดงจะมาเอง แสดงฟรีโดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด แต่จะขอวัตถุมงคลกลับไป ก่อนจะมีงานประชาชนแถวปากพระ ท่าฉนวน จังหวัดสุโขทัย จะนำยาสูบ ปลาแห้ง ปลาย่าง ปลาเค็ม มาช่วยงานงานท่านจึงสำเร็จเรียบร้อยด้วยดีทุกครั้ง คุณงามความดีของท่านที่มีคนศรัทธาท่านนั้นมีมากหลายอย่าง พอที่จะรวบรวมเป็นหัวข้อได้ดังนี้



๑. ด้านการศาสนา ท่านได้สร้างถาวรวัตถุตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และคนที่จะมาบวชอยู่ในอาณาจักรผ้าเหลืองท่านไม่เรียกร้องเจ้าภาพแล้วแต่จะทำบุญ แม้ลูกกำพร้าก็จะบวชให้แถมด้วยผ้าไตร



๒.ด้านสาธารณสุขท่านมียาทั้งยาเม็ดยาหม้อรวมทั้งอาบน้ำมนต์ อันเป็นการรักษาทางด้านจิตใจ



๓.ด้านการเกษตร ท่านได้ทำสวนกล้วยน้ำว้า ละมุด น้อยหน่า สับปะรด ส้มโอ มะปราง ขนุน โดยมีพระลูกวัด และลูกศิษย์ช่วยกันปลูกและดูแลรักษา



๔.ด้านการช่าง การทำกฏิ ฯลฯ ท่านจะให้พระภายในวัดช่วยกันกบไส เจาะเดือย พอพระลาสิกขาบทไป ได้นำวิชาความรู้ไปทำบ้านเรือนอาศัยอยู่ได้ และยังมีช่างเหล็กทำให้ผู้บวชอยู่กับท่านได้รับความรู้ในเรื่องนี้ สามารถทำค้อน ทำมีด เสียม จอบ ใช้เองภายในวัด และสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ตลอดจนทำที่อยู่อาศัยของตนเอง



๕.ด้านไสยศาสตร์ แต่ละปีจะมีนายตำรวจ นายทหารจากจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดกำแพงเพชร ขี่ม้ามาขอบูชาเครื่องรางของขลัง ปรากฏว่าได้ผลดี จึงมีทั้งประชาชนและข้าราชการมาขอบูชาเกือบทุกวันก็ว่าได้



๖. ด้านการปกครอง หลังจากทำบุญในฤดูกาลเทศกาลแล้ว ตอนฉันอาหารเสร็จท่านถือโอกาสอบรมญาติโยมจึงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข นอกจากนี้คนที่มาบวชอยู่กับท่านมีจะมาจากหลายที่ เช่น พรานกระต่าย คีรีมาศ สามง่าม ฯลฯ เมื่อลาสิกขาบทแล้วก็ยังไปมาหาท่าน ก็ถือโอกาสให้ช่วยกันดูแลญาติโยมของท่าน



๗. การพัฒนาวัด นอกจากท่านได้สร้างสิ่งของถาวรวัตถุตามที่กล่าวมาแล้ว ท่านยังทำเขื่อนวัดโดยใช้ไม้ท่อนกั้นแนวเขตระหว่างวัดกับบ้าน



กล่าวโดยสรุปแล้ว วัดแห่งนี้เป็นเสมือนวิทยาลัยชนบทซึ่งมีทั้งงานช่าง ศิลปกรรม ด้านเกษตรกรรม การแพทย์แผนโบราณ การศาสนา การปกครอง ซึ่งเหมือนมีรัฐศาสตร์แทรกอยู่ด้วย เรียกว่าท่านสร้างทั้งทางโลกและทางธรรมไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่านถึงแก่มรณภาพวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๔๘๒ ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีเถาะ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่วัดแห่งนี้จะเจริญมากกว่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน